ข่าวเทคโนโลยีสารสนเทศ

นักวิจัยคิดค้นแอปพลิเคชั่นตรวจ “หูอักเสบในเด็ก” เบื้องต้นโดยไม่ต้องพบแพทย์

คณะนักวิจัยที่มหาวิทยาลัยวอชิงตันได้คิดค้นแอพในโทรศัพท์สมาร์ทโฟน ที่ใช้คู่กับกรวยกระดาษในการตรวจอาการหูอักเสบในเด็ก เพื่อช่วยให้พ่อแม่ตัดสินใจว่าควรพาลูกไปพบแพทย์หรือไม่ วารสาร Science Transnational Medicine อธิบายไว้ว่า แอพนี้จะทำงานโดยการเปิดเสียงที่คล้ายๆ กับเสียงร้องของนก ส่งผ่านเข้าไปในช่องหูของเด็กๆ โดยใช้กรวยที่ทำขึ้นมา เสียงดังกล่าวจะถูกเปิดอยู่เป็นเวลา 1.2 วินาที จากนั้นใช้ไมโครโฟนของโทรศัพท์เพื่อฟังดูว่ามีของเหลวหรือหนองสะสมอยู่หลังแก้วหู ในหูชั้นกลางหรือไม่ ถ้ามีรูปแบบเสียงของเสียงที่สะท้อนกลับมาจะบ่งบอกว่ามีการติดเชื้อ Shyam Gollakota หัวหน้าห้องปฏิบัติการทดลองที่พัฒนาโครงการนี้ขึ้นมา กล่าวว่า วิธีคิดของแอพนี้ก็เหมือนๆ กับแก้วไวน์ หากเคาะที่แก้วไวน์จะได้เสียงที่แตกต่างกันขึ้นอยู่กับระดับของของเหลวในแก้วไวน์นั้น และว่า จากการใช้แอพนี้ตรวจผู้ป่วยราว 100 คน มีอัตราการประสบความสำเร็จอยู่ที่ 85% และดูเหมือนว่าจะแม่นยำกว่าการให้คุณหมอตรวจด้วยตาอีกด้วย อย่างไรก็ตาม หากตรวจพบว่ามีการติดเชื้อแล้ว ผู้ปกครองก็ยังต้องพาบุตรไปพบแพทย์เพื่อยืนยันผลการตรวจและรับใบสั่งยา Gollakota เปรียบเทียบการใช้แอพนี้ว่า เหมือนกับการใช้ปรอทวัดไข้ เพื่อช่วยในการตัดสินใจว่าควรจะไปพบแพทย์หรือไม่ แอพที่ใช้ตรวจการติดเชื้อในหูนี้ เป็นเพียงหนึ่งในหลายๆ แนวคิดที่ได้รับการพัฒนาขึ้นมาโดยใช้เทคโนโลยีโทรศัพท์มือถือเข้ามาช่วยในเรื่องของสุขภาพ เพื่อแก้ไขปัญหาสุขภาพที่ผู้คนเผชิญอยู่ทุกวันนี้ด้วยต้นทุนที่ต่ำลง Shyam Gollakota หวังว่าแอพที่ว่านี้จะได้รับการอนุมัติตามกฎระเบียบภายในสิ้นปีนี้ และสามารถออกวางจำหน่ายได้ภายในต้นปี 2563 เครดิต : (sanook) https://www.sanook.com

นักเรียนผดุงครรภ์ใช้เทคโนโลยี AR ในการฝึกทำคลอด

เทคโนโลยีเสริมจริงหรือ AR (Augmented Reality) เพิ่งจะมีใช้เมื่อไม่กี่ปีมานี้ ซึ่งเป็นเทคโนโลยีเดียวกันกับที่ใช้เล่นเกม Pokemon Go บนโทรศัพท์มือถือ แต่ที่มหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งในกรุงลอนดอน มีการนำ Augmented Reality หรือ AR มาช่วยในการฝึกทำคลอดได้ นักผดุงครรภ์เป็นผู้ที่นำชีวิตใหม่มาสู่โลกใบนี้ และนักเรียนผดุงครรภ์ที่มหาวิทยาลัย Middlesex ในกรุงลอนดอน ก็กำลังเรียนรู้วิธีการใหม่ในการทำคลอด Sarah Chitongo ผู้สอนที่มหาวิทยาลัย Middlesex เป็นครูสอนในชั้นเรียนที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูงนี้ นักเรียนของเธอใช้แว่นตาที่ติดตั้งเทคโนโลยีเสริมจริงหรือ AR เพื่อให้นักเรียนผดุงครรภ์ได้มีประสบการณ์กับการจำลองในการทำคลอดที่ใกล้เคียงกับความเป็นจริง Sarah กล่าวว่า เทคโนโลยีนี้ช่วยให้นักเรียนได้มองเห็นภาพจริงของร่างกายที่เสมือนจริง สามารถเดินเข้าไปดูใกล้ๆ หรือเดินไปรอบๆ เพื่อให้มองเห็นภายในได้ Darron Hazelby เจ้าหน้าที่เทคนิคด้านการบริการทางคลินิกที่มหาวิทยาลัย Middlesex กล่าวว่า AR ช่วยให้นักเรียนมีส่วนร่วมในการศึกษาการทำคลอดที่มองเห็นได้ชัดเจนกว่าการเรียนในหนังสือ และยังให้ประสบการณ์มากกว่าและได้ลงมือทำ ได้เคลื่อนไหวไปรอบๆ และได้มีปฏิสัมพันธ์กับสิ่งที่อยู่รอบๆ ตัวด้วย การฝึกฝนจะช่วยเตรียมนักเรียนผดุงครรภ์ให้พร้อมสำหรับความผิดพลาดต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้นระหว่างการคลอดบุตร รวมถึงสามารถจัดการกับภาวะแทรกซ้อนเนื่องจากความบกพร่องทางพันธุกรรมด้วย Sarah Chitongo จากมหาวิทยาลัย Middlesex กล่าวอีกว่า ผู้หญิงผิวดำและชาวเอเชียมีความเสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจและโรคเบาหวานมากกว่าผู้หญิงกลุ่มอื่นๆ …

นักเรียนผดุงครรภ์ใช้เทคโนโลยี AR ในการฝึกทำคลอด Read More »

นักวิจัยเร่งศึกษาอาคาร “อัจฉริยะ” ตรวจจับและป้องกันภัยยิงสังหารหมู่

เหตุการณ์กราดยิงสังหารหมู่ที่เกิดขึ้นติด ๆ กันในสหรัฐอเมริกา ทำให้เกิดการถกเถียงกันเรื่องการออกกฎหมายเพื่อควบคุมการครอบครองอาวุธปืน ในขณะที่อีกด้าน นักวิจัยจากมหาวิทยาลัย Southern California หรือ USC ในรัฐแคลิฟอร์เนีย กำลังทำการศึกษาอีกวิธีหนึ่ง ที่จะทำให้คนที่อยู่ในอาคารปลอดภัยจากความรุนแรงที่เกิดจากการยิงสังหาร การออกแบบและพฤติกรรม วิศวกรและนักวิทยาศาสตร์ด้านคอมพิวเตอร์ที่ USC กำลังศึกษาการใช้เทคโนโลยีความเป็นจริงเสมือน หรือ Virtual Reality เพื่อช่วยในการออกแบบอาคาร “อัจฉริยะ” ที่จะช่วยป้องกันไม่ให้ผู้ที่อยู่ในอาคารต้องตกเป็นเหยื่อของมือปืนสังหารหมู่ พวกเขากำลังศึกษาดูนวัตกรรมใหม่ ๆ หลายอย่าง เช่น ตำแหน่งป้ายทางออก จำนวนจุดซ่อนตัว หรือการใช้ผนังอาคารที่เคลื่อนตัวได้ Gale Lucas นักวิจัยที่สถาบัน Creative Technologies ของ USC บอกว่าก่อนที่จะมาดูเรื่องการออกแบบอาคาร จะต้องศึกษาก่อนว่า ผู้อาศัยหรือคนทำงานในอาคารจะทำตัวอย่างไรเมื่อมีมือปืนบุกเข้ามา และพฤติกรรมของพวกเขาจะเปลี่ยนไปหรือไม่ หากมีการออกแบบตัวอาคารที่ต่างออกไป โดยใช้เทคโนโลยีความเป็นจริงเสมือนเข้าช่วย Lucas บอกว่าในโลกความเป็นจริง การจะเปลี่ยนรูปแบบภายในอาคารทำได้ยาก แต่ในโลกความเป็นจริงเสมือน เธอสามารถเปลี่ยนรูปแบบอาคารอย่างไรก็ได้ เพื่อศึกษาพฤติกรรมของคนได้อย่างปลอดภัยและเป็นไปตามหลักจริยธรรม สิ่งที่อาจจะทำให้อาคารปลอดภัยมากขึ้น ประกอบด้วย จำนวนทางออก จุดซ่อนตัว และ การเลือกว่าจะใช้กระจกบานใสหรือบานขุ่นในตัวอาคาร …

นักวิจัยเร่งศึกษาอาคาร “อัจฉริยะ” ตรวจจับและป้องกันภัยยิงสังหารหมู่ Read More »

ความกังวลเรื่องการใช้เทคโนโลยี ‘จดจำใบหน้า’ เริ่มลามไปทั่วโลก

ซานฟรานซิสโกได้ชื่อว่าเป็นเมืองหลวงของเทคโนโลยีแห่งหนึ่งของโลก แต่เมื่อไม่นานมานี้ ซานฟรานซิสโกกลับเป็นเมืองแรกในสหรัฐอเมริกาที่ออกกฎหมายห้ามไม่ให้ตำรวจและหน่วยงานของรัฐฯ ใช้เทคโนโลยี Facial Recognition หรือเทคโนโลยี “จดจำใบหน้า” โดยผู้ที่สนับสนุนมาตรการนี้กล่าวว่า เทคโนโลยีดังกล่าวเป็นภัยคุกคามต่อเสรีภาพของประชาชน นายเนธาน เชียร์ด ผู้จัดกิจกรรมรณรงค์ระดับรากหญ้า ของมูลนิธิ Electronic Frontier Foundation กล่าวกับวีโอเอว่า เทคโนโลยีนี้ทำให้หลายคนกังวลเรื่องผลกระทบต่อเสรีภาพในการแสดงออก “ด้วยเหตุที่เทคโนโลยีนี้จะช่วยให้หน่วยงานที่บังคับใช้กฎหมายและหน่วยงานอื่น ๆ ของรัฐฯ สามารถแทรค หรือติดตามพลเมืองได้ อาจจะมีผลกระทบต่อสิทธิในการแสดงออกของประชาชน ตามบทบัญญัติเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญสหรัฐฯ ฉบับที่ 1 หรือ First Amendment ซึ่งเป็นประเด็นที่ทำให้หลายคนกังวลใจมาก” ในขณะที่ซานฟรานซิสโกออกกฎหมายออกมาห้ามใช้เทคโนโลยี Facial Recognition ในฝั่งของจีน กลับมีการเอาไปใช้งานด้านความมั่นคงในประเทศอย่างแพร่หลาย ถึงขนาดมีการเอาไปใช้ในการแจกจ่ายกระดาษชำระในห้องน้ำสาธารณะ เทคโนโลยี Facial Recognition นี้ไม่ใช่เทคโนโลยีที่เพิ่งเกิดขึ้นใหม่ แต่ในเวลาเพียงไม่กี่ปี ก็ได้เป็นเทคโนโลยีที่มีการพัฒนาต่อยอดให้ก้าวหน้าล้ำลึกไปมาก บริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ของสหรัฐฯ อย่าง Apple ก็เป็นบริษัทหนึ่งที่นำเอาเทคโนโลยี “จดจำใบหน้า” มาใช้เป็นกลไกในการปลดล็อคโทรศัพท์ไอโฟนรุ่นล่าสุด บริษัท อี คอมเมิร์ซยักษ์ใหญ่อย่าง แอมะซอน ก็ใช้เทคโนโลยีนี้เช่นกัน …

ความกังวลเรื่องการใช้เทคโนโลยี ‘จดจำใบหน้า’ เริ่มลามไปทั่วโลก Read More »

หิ่งห้อยตัวจิ๋วช่วยพัฒนาหลอดไฟให้สว่างขึ้นได้อย่างไร

หิ่งห้อย แมลงปีกแข็งที่เปล่งแสงระยิบระยับในยามค่ำคืน นอกจากจะสร้างความงดงามให้ผู้ได้พบเห็นแล้ว ยังช่วยสร้างแรงบันดาลใจให้นักวิทยาศาสตร์คนหนึ่งในการพัฒนาหลอดไฟฟ้าแอลอีดี (LED) ให้สว่างไสวยิ่งขึ้นด้วย ศาสตราจารย์ฌอง ปอล วีนเยอรอง นักฟิสิกส์ชาวเบลเยียม ได้พบเห็นหิ่งห้อยขณะเดินทางไปยังทวีปอเมริกากลาง และนำพวกมันกลับไปศึกษาต่อที่ห้องแล็บ หิ่งห้อยมีลักษณะพิเศษตรงที่มีอวัยวะเรืองแสงบริเวณส่วนท้องด้านล่าง โดยแสงจะส่องผ่านชั้นเปลือกแข็งของมัน ซึ่งจากการศึกษา ศ.วีนเยอรอง และคณะ พบว่า เปลือกที่ว่านี้มีโครงสร้างคล้ายเกล็ดปลา ซึ่งยื่นออกมาในมุมที่แตกต่างกัน ทำให้เปล่งแสงออกมาได้มาก ทีมวิจัยพบว่า ปลายเกล็ดที่ยื่นออกมาเอียงทำมุมเหมือนหลังคาโรงงานอุตสาหกรรม พวกเขาจึงเลียนแบบลักษณะเด่นนี้เพื่อทำให้หลอดไฟ LED สว่างขึ้น โดยเคลือบวัสดุไวต่อแสงด้านบนหลอดไฟ LED แบบธรรมดา แล้วใช้เลเซอร์ทำให้มันมีพื้นผิวเหมือนหลังคาโรงงาน ซึ่งผลที่ได้คือทำให้หลอดไฟมีแสงสว่างเพิ่มขึ้นกว่า 50% และเป็นการใช้พลังงานไฟฟ้าได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด หิ่งห้อยส่องแสงได้อย่างไร ข้อมูลจากเว็บไซต์สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ระบุว่า หิ่งห้อยมีอวัยวะที่ทําให้เกิดแสงอยู่บริเวณส่วนท้องด้านล่าง โดยเพศผู้มีอวัยวะทําแสงสองปล้อง ส่วนเพศเมียมีปล้องเดียว แต่บางชนิดตัวเต็มวัยเพศเมียมีรูปร่างลักษณะคล้ายหนอน มีอวัยวะทําแสงด้านข้างของลําตัวเกือบทุกปล้อง แสงของหิ่งห้อยเกิดจากปฏิกิริยาเคมีสารลูซิเฟอริน (Luciferin) ที่อยู่ในอวัยวะทําแสงกับออกซิเจน โดยมีเอนไซม์ลูซิเฟอเรส (Luciferase) เป็นตัวเร่งปฏิกิริยา และมีสารอดีโนซีนไตรฟอสเฟต (Adenosine Triphosphate) เป็นตัวให้พลังงานทําให้เกิดแสง โดยจังหวะของการกะพริบแสงของหิ่งห้อยจะใช้ในการสื่อสารระหว่างกัน รวมไปถึงเป็นการส่งสัญญาณสื่อ “ภาษารัก” …

หิ่งห้อยตัวจิ๋วช่วยพัฒนาหลอดไฟให้สว่างขึ้นได้อย่างไร Read More »

โทรศัพท์มือถือที่คุณพกติดตัว อาจจะถูกแฮ็กและใช้สอดแนม โดยที่คุณไม่รู้ตัว

สมาร์ตโฟนคือหน้าต่างในการติดต่อกับโลกกว้างของใครหลายคน แต่ถ้ามันเป็นหน้าต่างที่เปิดให้คนภายนอกเข้ามายุ่มยามในชีวิตส่วนตัวของคุณล่ะ? คุณเคยคิดบ้างไหมว่า อาจจะมีสายลับแฝงตัวอยู่ในกระเป๋าของคุณ ลองจินตนาการว่า แฮ็กเกอร์สามารถติดตั้งสปายแวร์ลงในโทรศัพท์ของคุณจากระยะไกลได้ ทำให้พวกเขาเข้าถึงข้อมูลทุกอย่างในโทรศัพท์ของคุณ รวมถึงข้อความที่เข้ารหัส อาจจะถึงขั้นควบคุมไมโครโฟนและกล้องได้ด้วย เหตุการณ์เช่นนี้อาจจะไม่ใช่เรื่องที่ดูไกลเกินความเป็นจริงก็ได้ เรามีหลักฐานสำคัญที่ระบุว่า มีการใช้ซอฟต์แวร์เพื่อแกะรอยผู้สื่อข่าว นักเคลื่อนไหว และทนายความ จำนวนมากทั่วโลก แต่ใครที่ทำเรื่องแบบนี้ และเหตุผลคืออะไร? เราจะทำอะไรได้บ้าง เพื่อป้องกันปัญหานี้ ไมก์ เมอร์เรย์ เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงไซเบอร์ของ Lookout ในนครซานฟรานซิสโก ซึ่งเป็นบริษัทที่ช่วยเหลือรัฐบาลต่าง ๆ ภาคธุรกิจและผู้บริโภคในการรักษาข้อมูลของตัวเองให้ปลอดภัย เขาเล่าถึงวิธีการทำงานของ ซอฟต์แวร์สอดแนมที่ชาญฉลาดที่สุดเท่าที่เคยมีการพัฒนาขึ้น ซอฟต์แวร์นี้ทรงพลังมากจนได้รับการจัดอันดับให้เป็นอาวุธอย่างหนึ่ง และการซื้อขายต้องอยู่ภายใต้เงื่อนไขที่เข้มงวด ไมก์ บอกว่า “ผู้ใช้งานซอฟต์แวร์นี้ สามารถแกะรอยคุณได้ด้วยจีพีเอสของคุณ” “พวกเขาสามารถเปิดไมโครโฟนและกล้องเมื่อไหร่ก็ได้ และบันทึกทุกอย่างที่เกิดขึ้นรอบตัวคุณ มันแอบเข้าแอปพลิเคชัน โซเชียลมีเดียที่คุณมีทุกแอปฯ ได้ด้วย มันขโมยภาพถ่ายและหมายเลขโทรศัพท์ และข้อมูลในปฏิทินของคุณได้ รวมถึงอีเมลและเอกสารทุกอย่างที่คุณมี” “มันเปลี่ยนโทรศัพท์ของคุณให้เป็นอุปกรณ์ดักฟัง ที่พวกเขาใช้แกะรอยคุณได้ และขโมยข้อมูลทุกอย่างในนั้น” สปายแวร์ เกิดขึ้นมานานหลายปีแล้ว เป็นการเปิดทางสู่โลกใบใหม่ ซอฟต์แวร์นี้ ไม่ได้สกัดข้อมูลที่อยู่ระหว่างทาง ซึ่งปกติจะถูกเข้ารหัสไว้แล้ว แต่เมื่อมีสปายแวร์อยู่ในเครื่อง มันจะใช้ประโยชน์จากหน้าที่การทำงานต่าง ๆ …

โทรศัพท์มือถือที่คุณพกติดตัว อาจจะถูกแฮ็กและใช้สอดแนม โดยที่คุณไม่รู้ตัว Read More »

ญี่ปุ่นเปิดตัว “ทีมหุ่นยนต์ผู้ช่วย” สำหรับกีฬาโอลิมปิก 2020

หุ่นยนต์ผู้ช่วยสำหรับกีฬาโอลิมปิกฤดูร้อน ปี ค.ศ. 2020 ได้รับการออกแบบมาให้สามารถเคลื่อนย้ายสิ่งของต่างๆ ข้ามสนามได้อย่างรวดเร็ว และทำหน้าที่เก็บอุปกรณ์ในการแข่งขันกีฬา เช่น หอกจากกีฬาพุ่งหลาว และแผ่นกลมสำหรับกีฬาขว้างจักร หลังจากที่นักกีฬาขว้างออกไปแล้ว หุ่นยนต์อีกตัวจะมีหน้าจอที่มีขนาดเท่าคนบนล้อของมัน หุ่นยนต์ตัวนี้ได้รับการออกแบบ มาเพื่อช่วยให้ผู้ชมทางบ้านสามารถดูกีฬาแบบเสมือนจริงได้ นอกจากนี้ยังมีหุ่นยนต์ที่ถูกออกแบบมาให้ดูเหมือนสิ่งมีชีวิตที่ยิ้มแย้มเป็นมิตร เรียกว่า “หุ่นยนต์มาสคอต” ซึ่งแม้เดินไม่ได้แต่สามารถขยับแขนขาได้ พูดไม่ได้แต่สามารถส่งสายตาได้หลายแบบ ทั้งแบบสายตาเป็นประกาย และเป็นรูปหัวใจ ถือเป็นสัญลักษณ์หรือเป็นตัวแทนการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกครั้งนี้ คุณ Tomohisa Moridaira หัวหน้าคณะวิศวกรกล่าวเสริมว่า หุ่นยนต์ตัวนี้ยังอาจทำงานอย่างอื่นได้อีก เช่น การถือคบเพลิงโอลิมปิกโดยใช้แม่เหล็ก “หุ่นยนต์ภาคสนาม” เป็นหุ่นยนต์ที่มีขนาดเล็ก มีรูปร่างเหมือนรถประจำทาง สามารถเดินทางได้อย่างรวดเร็วถึง 20 กิโลเมตรต่อชั่วโมง มีกล้องสามตัวและเซ็นเซอร์พิเศษที่ช่วยให้มองเห็นสภาพแวดล้อม ด้านบนของตัวรถมีไฟชนิดพิเศษรอบๆ ที่จะสว่างขึ้นในขณะที่ทำงาน โดยเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ช่วยให้หุ่นยนต์สามารถหลบหลีกสิ่งกีดขวาง และยังสามารถปรับเปลี่ยนเส้นทางเพื่อหลีกเลี่ยงบริเวณที่เป็นหญ้าได้อีกด้วย คุณ Takeshi Kuwabara ผู้ดูแลการพัฒนาหุ่นยนต์บอกว่า หุ่นยนต์นี้ถูกออกแบบมาให้สามารถทำงานร่วมกันกับทั้งหุ่นยนต์และมนุษย์ และว่าเป้าหมายก็คือการใช้ประโยชน์จากข้อดีของทั้งมนุษย์และหุ่นยนต์ หุ่นยนต์เหล่านี้ล้วนเป็นส่วนหนึ่งของการเตรียมการสำหรับการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกปี 2020 ที่กรุงโตเกียวประเทศญี่ปุ่น บริษัทผู้ผลิตยานยนต์ของญี่ปุ่น Toyota Motor Corporation เปิดตัวหุ่นยนต์เหล่านี้ให้ผู้สื่อข่าวได้ชมเมื่อไม่กี่วันก่อน โดย …

ญี่ปุ่นเปิดตัว “ทีมหุ่นยนต์ผู้ช่วย” สำหรับกีฬาโอลิมปิก 2020 Read More »

หัวเว่ย เปิดตัว Ascend 910 โพรเซสเซอร์ AI ทรงพลังที่สุดในโลก และ MindSpore เฟรมเวิร์กการประมวลผล AI

หัวเว่ยเปิดตัว Ascend 910 โพรเซสเซอร์ AI ที่ทรงพลังที่สุดในโลก และ MindSpore เฟรมเวิร์กการประมวลผล AI สำหรับทุกสถานการณ์ “โครงการของเรามีความคืบหน้าอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ที่เราประกาศกลยุทธ์ที่มุ่งเน้น AI ไปเมื่อเดือนตุลาคมปีที่แล้ว” มร. อีริค สวี่ ประธานกรรมการบริหารแบบหมุนเวียนตามวาระ กล่าว “ทุกอย่างดำเนินไปตามแผน ตั้งแต่การวิจัยและพัฒนาไปจนถึงการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ เราได้ให้สัญญาไว้ว่าจะสร้างพอร์ตโฟลิโอ AI ที่ครบวงจรสำหรับทุกสถานการณ์ และวันนี้เราทำสำเร็จแล้ว ด้วยการเปิดตัว Ascend 910 และ MindSpore การเปิดตัววันนี้นับเป็นความสำเร็จอีกขั้นจากกลยุทธ์ AI ของหัวเว่ย” มร. อีริค สวี่ ประธานกรรมการบริหารแบบหมุนเวียนตามวาระ ประกาศการเปิดตัว Ascend 910 โพรเซสเซอร์ AI และ MindSpore เฟรมเวิร์กการประมวลผล AI Ascend 910 ประสิทธิภาพในการประมวลผลที่เหนือกว่าโพสเซสเซอร์ AI ทั้งหมดที่มีอยู่ในโลกนี้ Ascend 910 เป็นโพสเซสเซอร์ AI …

หัวเว่ย เปิดตัว Ascend 910 โพรเซสเซอร์ AI ทรงพลังที่สุดในโลก และ MindSpore เฟรมเวิร์กการประมวลผล AI Read More »

สุดล้ำ! “ผ้าปูเตียงฝังชิป” เผยให้ทราบว่าซักรีดครั้งสุดท้ายเมื่อไร

จีนเปิดตัวระบบไฮเทคที่บอกให้ทราบว่าผ้าปูเตียงถูกซักครั้งสุดท้ายเมื่อไหร่ เพื่อช่วยให้นักเดินทางที่เหนื่อยล้าได้เบาใจ ร้านบริการซักรีดในเมืองอู๋ฮั่นในภาคกลางของจีน ใช้วิธีการติดไมโครชิปลงในผ้าปูที่นอน ผ้าเช็ดตัว และผ้าห่ม ซึ่งลูกค้าสามารถใช้โทรศัพท์มือถืออ่านดูวันที่ผ้าเหล่านั้นถูกซักเป็นครั้งสุดท้ายได้ สำนักข่าวซินหว่ารายงานว่า ชิปดังกล่าวจะถูกติดไว้ที่มุมหนึ่งของผลิตภัณฑ์ต่างๆ ที่ส่งไปซักที่ร้านซักรีด Wuhan Kunteng Laundry ซึ่งเป็นผู้ให้บริการซักรีดแก่โรงแรมและหอพักหลายๆ แห่งของเมือง ชิปแต่ละตัวมีรหัส QR ที่สามารถสแกนได้ด้วยโทรศัพท์มือถือ สามารถกันน้ำได้และทนต่ออุณหภูมิสูง ดังนั้นชิปเหล่านี้จะยังใช้การได้ แม้ว่าจะผ่านการซักรีดหลายครั้งหลายหนก็ตาม เมืองอู๋ฮั่นมีประชากรมากกว่า 10 ล้านคนและเป็นที่นิยมของนักท่องเที่ยว เนื่องจากเป็นเมืองที่มีบทบาทสำคัญในเรื่องของประวัติศาสตร์จีน นอกจากนี้ยังทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางทางการขนส่งที่สำคัญภายในประเทศจีนอีกด้วย นวัตกรรมนี้เป็นคลื่นลูกใหม่ของความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีที่กำลังแผ่ขยายไปทั่วโรงแรมต่างๆ ในจีน เมื่อปีที่แล้ว เครือโรงแรม InterContinental ร่วมมือกับ Baidu ซึ่งเป็นบริษัทเทคโนโลยีจีนที่มีความเชี่ยวชาญด้านบริการค้นหาทางอินเทอร์เน็ตและปัญญาประดิษฐ์ ในการเปิดตัว “ห้องอัจฉริยะ” หรือ “Smart Rooms” ซึ่งรองรับเทคโนโลยี AI ในประเทศจีน ความก้าวหน้าดังกล่าวเริ่มต้นขึ้นในโรงแรมธุรกิจขนาดใหญ่สองแห่งของประเทศ คือ InterContinental Beijing Sanlitun และ InterContinental Guangzhou ซึ่งได้เปิดตัวห้องสวีทระบบ AI จำนวน 100 ห้อง …

สุดล้ำ! “ผ้าปูเตียงฝังชิป” เผยให้ทราบว่าซักรีดครั้งสุดท้ายเมื่อไร Read More »

AI ก้าวล้ำไปอีกขั้น รู้จักทำงานเลียนแบบเซลล์สมองมนุษย์ได้เอง

โปรแกรมปัญญาประดิษฐ์ (เอไอ) ใหม่ล่าสุดของบริษัทดีปมายด์ (Deepmind) ซึ่งอยู่ในเครือกิจการเดียวกับกูเกิล เรียนรู้ทักษะการนำทางและบอกพิกัดตำแหน่ง จนสามารถเอาชนะมนุษย์ในเกมเสมือนจริงที่แข่งกันค้นหาสิ่งของและหาทางออกจากเขาวงกตได้ ถือเป็นอีกก้าวหนึ่งของความสำเร็จในการพัฒนาเอไอที่มีความสามารถเหนือมนุษย์ มีการตีพิมพ์เผยแพร่รายงานดังกล่าวในวารสาร Nature โดยผู้พัฒนาโปรแกรมระบุว่า โครงข่ายประสาทเทียมของเอไอนี้สามารถปรับตัวให้มีพฤติกรรมการทำงานเหมือนกับ “เซลล์ตารางพิกัด” (Grid cells) ซึ่งมีอยู่ในสมองส่วนที่ช่วยนำทางของมนุษย์ได้โดยอัตโนมัติ ทั้งที่ไม่เคยมีการสอนหรือป้อนข้อมูลเรื่องดังกล่าวให้กับเอไอมาก่อนแต่อย่างใด นายดาร์ชาน กุมาราน นักวิจัยอาวุโสของดีปมายด์ เผยว่า ในขั้นแรกผู้สร้างเอไอโปรแกรมนี้ได้พัฒนาโครงข่ายประสาทเทียมที่มีความซับซ้อนหลายชั้นขึ้น เพื่อให้เอไอมีความสามารถในการคิดวิเคราะห์ได้อย่างลึกซึ้ง จากนั้นได้สอนทักษะพื้นฐานในการนำทางให้กับเอไอ โดยป้อนข้อมูลที่เป็นรหัสสัญญาณบ่งบอกความเร็วและทิศทางซึ่งมีอยู่ในสมองของหนูที่กำลังออกหาอาหารให้ หลังจากนั้นผู้สร้างโปรแกรมพบว่า เอไอพัฒนาทักษะการนำทางและค้นหาพิกัดตำแหน่งได้ดีขึ้นเรื่อย ๆ หลังฝึกฝนเล่นเกมค้นหาทางออกจากเขาวงกตเสมือนจริงหลาย ๆ ครั้ง แต่สิ่งที่น่าทึ่งคือโครงข่ายประสาทเทียมของเอไอเริ่มส่งสัญญาณสื่อสารระหว่างกันในรูปแบบที่คล้ายกับการทำงานของ “เซลล์ตารางพิกัด”ที่มีในสมองของมนุษย์และสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม ซึ่งเซลล์นี้จะช่วยให้รับรู้ตำแหน่งและทิศทางของสิ่งต่าง ๆ ในสภาพแวดล้อมได้ เสมือนมีตารางพิกัดอ้างอิงที่แต่ละช่องเป็นรูปหกเหลี่ยมอยู่เหนือสถานที่นั้น นายกุมารานกล่าว “เอไอเริ่มเรียนรู้ที่จะใช้กลยุทธ์เดียวกันกับมนุษย์ได้โดยไม่ต้องสอน สามารถตัดสินใจเลือกเส้นทางลัดตัดตรงที่สุดเพื่อไปถึงเป้าหมายได้ก่อนคู่แข่ง ทั้งยังสามารถปรับเปลี่ยนการตัดสินใจได้อย่างรวดเร็วเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมอย่างฉับพลันอีกด้วย ขณะนี้ทักษะนำทางของเอไอเหนือกว่าผู้เชี่ยวชาญที่เป็นมนุษย์ไปแล้ว” นอกจากความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ที่เกิดขึ้นแล้ว ผู้เชี่ยวชาญด้านประสาทวิทยายังมองว่า พฤติกรรมของเอไอที่ปรับตัวทำงานเหมือนเซลล์สมองของมนุษย์ได้เองนี้ จะช่วยให้นักวิทยาศาสตร์เข้าใจกลไกการทำงานของสมองส่วนที่ยังเป็นปริศนาอยู่ได้ง่ายขึ้นอีกด้วย โดยอาจใช้แบบแผนการทำงานของเอไอเพื่อเป็นแนวทางศึกษากระบวนการที่เกิดขึ้นในสมองของสิ่งมีชีวิตต่อไป เครดิต : (BBC) https://www.bbc.com/thai